ให้คุณแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น

 ทุนนิยมที่ไร้หัวใจกับความเปราะบางเหลือทนของชีวิตคนทำงาน


หากทำความรู้จักกับทุนนิยมแล้วจะเห็นว่า ทุนนิยมเป็นระบบที่สร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่อาจเรียกได้ว่าทุกประเทศที่ดำเนินเศรษฐกิจในรูปแบบของทุนนิยมต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการไม่สามารถกระชับช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ยิ่งเศรษฐกิจโต ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยยิ่งชัดเจนขึ้น นอกจากนี้วิถีชีวิตของพลเมืองโลกยังถูกกำหนดด้วยพลวัตของทุนนิยม ไม่ว่าจะฝักใฝ่ทุนนิยมหรือไม่ แต่ด้วยความลื่นไหลของระบบที่กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต จึงต้องหันกลับมาบอกตัวเองว่า “ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน”


เรื่องราวของภาพยนตร์สารคดีทั้งสามเรื่องได้หยิบยกสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปมานำเสนอ แต่กลับพบความเกี่ยวโยงกันของชีวิตเปราะบางของผู้คนในโลกทุนนิยม ภาพยนตร์เรื่อง After Work ที่มุ่งเล่าเรื่องราวของ ‘งาน’ อย่างตรงไปตรงมา ชวนตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงาน รวมถึงการนิยามคุณค่าของตนเองในโลกทุนนิยม และภาพยนตร์เรื่อง Push ที่เล่าถึง ‘ราคาที่พักอาศัยในเมือง’ ที่แพงจนดูเหมือนจะเป็นการผลักไสผู้คนทางอ้อม ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีเรื่องราวที่สัมผัสกับชีวิตคนที่ดำเนินอยู่ในโลกทุนนิยมโดยตรง มีการตั้งคำถามและนิยามคุณค่าของคนจากงาน รวมถึงการที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าที่อยู่อาศัยแพงจนเกินจ่ายไหว เป็นความเปราะบางที่ทุนนิยมหยิบยื่นให้กับชีวิตคนทั้งสิ้น


การเติบโตของทุนนิยมในทุกวันนี้มักแลกกับความอ่อนแอลงของแรงงานที่มีอำนาจในการต่อรองน้อยลงไป เมื่อนายทุนมีอิทธิพลต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในขณะเดียวกันแรงงานก็เป็นกลุ่มผู้บริโภค เป็นอีกตัวแสดงที่สำคัญในวงจรทุนนิยม ซึ่งไม่เพียงแค่ถูกกำหนดคุณค่าด้วยงาน แต่กลับต้องมารับภาระค่าครองชีพที่แสนหนักหน่วงอีกด้วย



แม็กซ์ ไคลน์ (Max Klein) ได้กล่าวถึงทุนนิยมในปัจจุบันในบทความเรื่อง Precarious work: a Marxist explanation (2019) ไว้ว่า นายทุนทำให้คนทำงานเป็นผู้แบกรับวิกฤตทางเศรษฐกิจ ด้วยการลดค่าจ้าง ทำงานหนักขึ้น และขยายเวลาทำงาน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่คนทำงานทั่วโลกกำลังเผชิญ จึงเป็นที่มาของความเปราะบางที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้คน


ภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย May I Quit Being a Mom!? เนื้อเรื่องเล่าถึง ‘มนุษย์แม่’ ที่ต้องพบเจอกับปัญหาที่ประเดประดังเข้ามาหลังคลอด มุมมองที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการหยิบยื่นคือ การที่สังคมนั้นผลักภาระการเลี้ยงดูลูกให้กับผู้หญิง สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศและค่านิยมปิตาธิปไตย หากแต่เรามองลึกลงไป ความเปราะบางที่คนเป็นแม่ได้รับก็มีความเกี่ยวโยงอยู่กับทุนนิยมเช่นเดียวกัน


แนวคิด ‘ปิตาธิปไตยทุนนิยม’ (capitalist patriarchy) ถูกกล่าวถึงตั้งแต่ปี 1979 ผ่านงานศึกษาเรื่อง Capitalist Patriarchy and The Case for Socialist Feminism ของ ซิลลาฮ์ ไอเซนสไตน์ (Zillah Eisenstein) ซึ่งวิเคราะห์บนฐานคิดที่ว่า หากแยกปิตาธิปไตยและทุนนิยมออกจากกัน จะไม่สามารถทำความเข้าใจความเจ็บปวดของผู้หญิงได้เลย การศึกษาของเขาได้วิเคราะห์และสะท้อนให้เห็นอำนาจชายเป็นใหญ่ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ในบริบทความเป็นจริงที่ผู้หญิงต้องรับบทบาทแม่ ความจำเป็นของทุนนิยมจึงบีบบังคับให้ผู้หญิงไม่ถูกจ้าง หรือได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชาย จนนำไปสู่การต่อสู้เรียกร้องสิทธิการทำงานหรือการลาคลอดของผู้หญิง ซึ่งแนวคิดนี้มองว่าเป็นการปรับตัวของปิตาธิปไตยทุนนิยม




ในขณะเดียวกัน ไฮดี้ ฮาร์ทแมนน์ (Heidi Hartmann) เจ้าของผลงาน Capitalism, Patriarchy, and Job Segregation by Sex (1976) ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงกันของปิตาธิปไตยและทุนนิยมเช่นเดียวกันว่า การดำรงอยู่ของทุนนิยมส่งผลกระทบต่อผู้หญิงเป็นอย่างมาก เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้นายทุนที่ต้องการสะสมทุน แทนที่แรงงานชายด้วยแรงงานหญิงที่ทักษะต่ำและค่าแรงถูกกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากปิตาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของนายทุน


เรื่องราวภาพยนตร์สารคดีทั้งสามเรื่อง สะท้อนความเหลื่อมล้ำภายใต้การเติบโตของเศรษฐกิจทุนนิยมที่ไม่สามารถแบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้คนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมได้ คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยจึงตกอยู่ในสภาพวิตกกังวลกับสถานะของตนเองที่ห้อมล้อมไปด้วยปัจจัยที่ทำให้ชีวิตเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ที่อยู่อาศัย หรือกระทั่งบทบาทการเป็นแม่


ชวนดูมุมมองสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่หลายสังคมกำลังเผชิญหน้าอยู่ จากภาพยนตร์สารคดีคุณภาพทั้งสามเรื่องที่ตั้งคำถามคัดง้างกับทั้งทุนนิยมและค่านิยมของสังคมได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง
https://waymagazine.org/heartless-capitalism-and-labour

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ความสำเร็จไม่มีที่สิ้นสุด

สร้างธุรกิจส่วนตัวให้คุณ